ใคร กรุ๊ปเลือดไหน เสี่ยงเป็นโรคใดบ้างในอนาคต แทบไม่อยากเชื่อ อ่านแล้วรีบเช็คตัวเองด่วนๆ !?

1772
views
กรุ๊ปเลือดไหน เสี่ยงเป็นโรคใด

เกี่ยวกับเรื่องนี้ ทีมที่ปรึกษาด้านสุขภาพของ Bangkok Anti-Aging Center หรือ BAACให้ความรู้ว่า กรุ๊ปเลือดที่นิยมใช้คือระบบ ABO แบ่งเป็น 4 กลุ่มหลัก ๆ ตามที่เรารู้จักกัน ได้แก่ กลุ่ม A, B, AB และ O ซึ่งหมู่เลือดระบบ ABO ถูกกำหนดโดยสารแอนติเจนที่อยู่บนผิวเม็ดเลือดแดง ทำหน้าที่กระตุ้นให้ร่างกายสร้างแอนติบอดี้ มีความสำคัญมากในการถ่ายเทเลือดจากคนหนึ่งไปอีกคนหนึ่ง เพราะหากแอนติเจนกับแอนติบอดี้เข้ากันไม่ได้ คนที่ได้รับเลือดไปแล้วจะทำให้เม็ดเลือดแดงแตกถึงขั้นเสียชีวิตได้ ดังนั้นจึงต้องทราบว่าตัวเองมีเลือดกรุ๊ปใด

กรุ๊ปเลือด

นอกจากนี้ยังมีอีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญเช่นกัน คือ กรุ๊ปเลือดสามารถบ่งบอกปัจจัยสุขภาพได้ โดยสามารถบอกเป็นค่าความเสี่ยงว่าผู้ที่มีหมู่เลือดแบบหนึ่งมีโอกาสเสี่ยงต่อโรคชนิดหนึ่งมากกว่าหมู่เลือดอื่น ๆ แต่นักวิทยาศาสตร์ยังไม่สามารถสรุปผลได้ 100 เปอร์เซ็นต์ ว่าหมู่เลือดนั้นจะก่อให้เกิดโรคได้แน่นอน เพียงแต่จะเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคมาก กว่าหมู่เลือดอื่น ๆ เท่านั้น และค่าความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นนั้นยังคงเป็นเปอร์เซ็นต์ที่น้อยนิด แต่การทราบเอาไว้ก่อนจะช่วยให้เราสามารถระวังและดูแลสุขภาพได้ดีมาก กว่าเดิม จึงมีผลงานวิจัย 4 โรคกับความเสี่ยงในการเป็นโรคของแต่ละหมู่เลือดมาให้ความรู้แก่ประชาชน

Loading...

 เส้นเลือดขอด

เริ่มจาก “ภาวะเส้นเลือดขอด” กรุ๊ปเลือดที่มีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น คือ AB, A และ B ซึ่งไม่เพียงแต่จะทำลายความสวยงามของเรียวขาเท่านั้น แต่ยังมีอันตรายอื่นที่แอบแฝงมาด้วย เมื่อลิ่มเลือดที่เกิดขึ้นอาจหลุดไปตามกระแสเลือดและเข้าสู่ปอด ส่งผลให้เกิดอันตรายถึงชีวิตได้ จึงมีการศึกษาของคณะแพทย์จากโรงพยาบาล Herlev ในกรุงโคเปนเฮเกน ที่ได้ติดตามการศึกษาผู้ร่วมการทดลองจำนวน 60,000 คน เป็นระยะเวลานานถึง 33 ปี พบว่าปัจจัยที่จะเกิดภาวะเส้นเลือดขอดมากที่สุดคือหมู่เลือด โดยค่าความเสี่ยงอยู่ที่ 20 เปอร์เซ็นต์ ผู้ที่มีกรุ๊ปเลือด AB, A และ B จะมีความเสี่ยงมากกว่ากรุ๊ป O ส่วนปัจจัยอื่น ๆ ได้แก่ การเปลี่ยนแปลงยีน 11 เปอร์เซ็นต์ น้ำหนักตัวมาก 16 เปอร์เซ็นต์ และสูบบุหรี่ 6 เปอร์เซ็นต์

โรคหัวใจ

ต่อมาเป็น “โรคหัวใจ” กรุ๊ปเลือดที่มีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น คือ AB, A และ B โดยนักวิจัยจาก Harvard School of Public Health ได้ทำการศึกษากับกลุ่มผู้ป่วยอายุระหว่าง 30-75 ปี จำนวนมากกว่า 17,000 ราย เป็นเวลา 20 ปี พบว่าผู้ที่มีเลือดกรุ๊ป AB มีความสุ่มเสี่ยงที่จะเป็นโรคหัวใจมากถึง 23 เปอร์เซ็นต์ เมื่อเทียบกับผู้ที่มีกรุ๊ปเลือด O จากนั้นความเสี่ยงจะลดหลั่นลงมาเป็น 11 เปอร์เซ็นต์ และ 5 เปอร์เซ็นต์ ในผู้ที่มีเลือดกรุ๊ป B และ A ตามลำดับ จึงหมายความว่า ผู้ที่มีเลือดกรุ๊ป O มีความเสี่ยงต่อโรคหัวใจน้อยที่สุดในบรรดาหมู่เลือดทั้งหมด

กรุ๊ปเลือด

อย่างไรก็ตามนักวิจัยไม่สามารถหาข้อสรุปได้ว่าเหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น แต่มีข้อบ่งชี้บางประการระบุว่าหมู่เลือดชนิด AB มีความเกี่ยวพันกับคอเรสเตอรอลชนิด LDL หรือไขมันเลว ในขณะที่หมู่เลือด O กลับมีสารเคมีที่ช่วยทำให้เลือดไหลเวียนได้ดี ลดการอุดตันในเส้นเลือดได้ แต่ปัจจัยเสี่ยงที่จะเป็นโรคหัวใจที่สำคัญกว่า คือ ไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตของตัวเราเอง ได้แก่ น้ำหนักตัว การรับประทานอาหาร การออกกำลังกาย และการพักผ่อนที่เพียงพอ ซึ่งสิ่งเหล่านี้มีอิทธิพลความเสี่ยงมากกว่ากรุ๊ปเลือดหลายเท่า

มะเร็งกระเพาะอาหาร

มะเร็งกระเพาะอาหาร” กรุ๊ปเลือดที่มีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น คือ กรุ๊ป A จากการศึกษาเมื่อปี 2010 ของสถาบัน Karolinska ในประเทศสวีเดน พบว่าผู้ที่มีเลือดหมู่ A มีความเสี่ยงต่อโรคมะเร็งกระเพาะอาหารถึง 20 เปอร์ เซ็นต์ เมื่อเทียบกับผู้ที่มีหมู่เลือด O และ B แต่ในการศึกษาครั้งเดียวกันนี้ก็พบด้วยว่าผู้ที่มีเลือดหมู่ O กลับมีความเสี่ยงกับการเป็นแผลในกระเพาะอาหารมากกว่า ทั้งยังเกิดอาการปวดท้องได้มากกว่า เพราะไวต่อเชื้อแบคทีเรีย Helicobacter pylori ที่ก่อให้เกิดโรคกระเพาะอาหารมากกว่าหมู่เลือดอื่น ๆ นั่นเอง

ภาวะมีบุตรยาก

และสุดท้าย “ภาวะมีบุตรยาก” กรุ๊ปเลือด O มีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะผู้หญิงที่มีเลือดกรุ๊ป O มีโอกาสประสบภาวะมีบุตรยากมากกว่ากรุ๊ปเลือดอื่น ๆ ถึง 2 เท่า เนื่องจากมีการผลิตฮอร์โมน FSH ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่กระตุ้นให้เกิดการตกไข่อยู่สูง โดยการที่มีฮอร์โมนนี้อยู่สูงกลับทำให้ภาวะเจริญพันธุ์ลดลง โอกาสมีบุตรจึงน้อยลงไปด้วย แม้จะไม่มีคำอธิบายแน่ชัดว่าสาเหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น แต่ผู้หญิงที่มีเลือดกรุ๊ป O ก็ไม่ต้องกังวลมากเกินไป เพราะเมื่อเทียบกับปัจจัยอย่างอายุและความแข็งแรงของร่างกายแล้วนับว่าเรื่องหมู่เลือดส่งผลต่อการมีบุตรน้อยมากทีเดียว

อย่างไรก็ตามมี การจัดกลุ่มแค่ 4 โรคหลัก ๆ นี้เพื่อเตือนให้รู้ว่าเราเสี่ยงที่จะเป็น แต่ไม่ได้บอกว่าเป็นโรคแน่นอน ดังนั้นควรดูแลสุขภาพให้ดี เช่น ถ้าเสี่ยงเป็นโรคหัวใจ หมั่นออกกำลังกาย ลดหรือเลี่ยงอาหารรสเค็ม มัน และรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ เช่น ผักผลไม้มากขึ้น ถ้าเสี่ยงเป็นมะเร็งกระเพาะอาหาร ควรดูแลในเรื่องอาหารการกินมากเป็นพิเศษ เช่น รับประทานอาหารให้ตรงเวลา หากเสี่ยงภาวะเส้นเลือดขอดควรปรับเปลี่ยนอิริยาบถร่างกายบ่อย ๆ อย่ายืนหรือเดินเป็นเวลานาน และควบคุมน้ำหนัก สุดท้ายภาวะมีบุตรยาก การดูแลตัวเองค่อนข้างจะซับซ้อน เพราะเกี่ยวข้องกับฮอร์โมน แต่พฤติกรรมที่ช่วยปรับสมดุลฮอร์โมนพื้นฐานคือ การออกกำลังกาย ลดความเครียด นอนหลับพักผ่อนให้เป็นเวลา

การรับประทานอาหารให้เหมาะสมกับกรุ๊ปเลือด

นอกจากนี้การรับประทานอาหารให้เหมาะสมกับกรุ๊ปเลือดยังช่วยป้องกันโรคได้ อาหารที่เหมาะกับกรุ๊ป O คือ เนื้อสัตว์ เพราะสามารถย่อยอาหารกลุ่มนี้ได้ดีกว่ากรุ๊ปอื่น ส่วนอาหารอื่น ๆ เช่น ผักผลไม้สามารถรับประทานได้ เพราะเป็นอาหารที่ดีมีประโยชน์ จึงเป็นความโชคดีของคนเลือดกรุ๊ปโอที่น้ำย่อยหลั่งได้เยอะกว่ากรุ๊ปอื่น ๆ ต่อมา กรุ๊ป A มีกรดในกระเพาะต่ำ ซึ่งตรงข้ามกับกรุ๊ป O จึงย่อยเนื้อสัตว์ได้ไม่ดี ดังนั้นจึงเหมาะกับอาหารกลุ่มที่เป็นมังสวิรัติมากกว่า แต่ส่วนใหญ่รับประทานอาหารได้หลากหลายกว่ากรุ๊ปอื่น แม้กระทั่งนมก็ไม่มีปัญหา เพราะนมเป็นอาหารที่เลือดทุกกรุ๊ปแพ้มากรวมถึงกรุ๊ป O ด้วย

กรุ๊ปเลือด

เลือดกรุ๊ป B ถือว่าโชคดีที่มีความสมดุลไม่ข้นหรือเหลวมากเกินไป สามารถรับประทานอาหารได้หลายหมู่ ยกเว้นข้าวโพดข้าวสาลี ถั่วและงาเพราะเป็นตัวทำให้น้ำหนักขึ้นง่าย และกรุ๊ป AB เป็นลูกผสมระหว่างกรุ๊ป A กับ B คือกรุ๊ป A มีกรดในกระเพาะต่ำจึงเหมาะกับอาหารมังสวิรัติ แต่มีกรุ๊ป B มาเฉลี่ยช่วยจึงสามารถรับประทานอาหารประเภทเนื้อสัตว์ได้บ้าง แต่ควรเลี่ยงผลไม้เมืองร้อน เช่น มะม่วง กล้วย ฝรั่ง มะพร้าว เพราะย่อยยาก

สุดท้ายไม่ว่าเราจะมีเลือดกรุ๊ปไหน จริง ๆ แล้วพื้นฐานการดูแลสุขภาพเหมือนกันไม่ว่าจะเป็นเรื่องการกิน ซึ่งทราบอยู่แล้วว่ากินอาหารอะไรมีประโยชน์ และรับประทานเวลาใดดีที่สุด โดยเฉพาะไม่กินช่วงดึก ต่อมาเป็นเรื่องการออกกำลังกาย ควรหาเวลาว่างทำให้ได้อย่างสม่ำเสมอ และความเครียดเป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่าถ้าเครียดมาก ๆ จะนำพาสิ่งต่าง ๆ ที่ไม่ดีเข้าสู่ร่างกาย ดังนั้นการจัดการบริหารอารมณ์ให้ดีจึงสำคัญ รวมทั้งการนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอและตรงเวลา เพียงแค่นี้ก็จะมีพื้นฐานร่างกายที่แข็งแรงสมบูรณ์แล้วค่อยดูแลเพิ่มเติมตามสมควรต่อไป.

– ขอบคุณข้อมูล / เดลินิวส์

Advertisement
loading...
Loading...
แบ่งปัน